FANDOM


 นางสาวสุวรรณ (2466)
Miss Suwanna of Siam 1
 ประเภท :  Drama / Romance / ขาว-ดำ
 ผู้กำกับ :  เฮนรี แม็กเร (Henry MacRae)
 บทภาพยนตร์ :  เฮนรี แม็กเร (Henry MacRae)
 บริษัทผู้สร้าง :  ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอส์
 วันที่เข้าฉาย :   23 มิถุนายน 2466 ฉายที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร โรงภาพยนตร์บางลำพู และโรงภาพยนตร์ฮ่องกง
 ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถ่ายทำในประเทศไทยและใช้คนไทยแสดงตลอดเรื่อง เป็นภาพยนตร์เงียบแนวนิยายรักชาวสยามโดยฮอลลีวูด ในปี พ.ศ. 2466 สร้างโดยบริษัทภาพยนตร์ Universal มีนายเฮนรี แม็กเร (Henry MacRae) เป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ นายเดล คลองสัน เป็นผู้ถ่ายภาพ ถ่ายทำในสมัยรัชกาลที่ 6

เรื่องย่อ

ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อนายกล้าหาญ เป็นข้าราชการยากจนมีรูปร่างหน้าตางดงาม รับราชการอยู่ในหอพระสมุดประจำพระนครและพักอาศัยอยู่กับบิดาและมารดาเลี้ยงซึ่งเขาเรียกพ่อเย็นกับแม่มะลิ

วันหนึ่งแจวเรือกันมาในคลองบางหลวงเห็นสตรีผู้หนึ่งตกน้ำ กล้าหาญ ก็กระโดดลงไปช่วย เธอชื่อนางสาวสุวรรณ เป็นบุตรีของคุณวณิช เหตุการณ์นี้ทำให้คุณวณิชไม่พอใจที่เห็นนายกล้าหาญกอดลูกสาวตัวเองไว้แนบอก หลังจากนั้นนายกล้าหาญก็หลงรักนางสาวสุวรรณแบบหัวปักหัวปำ วันหนึ่งได้พบนางสาวสุวรรณอีกครั้งในวัดพระแก้วแต่นายกล้าหาญก็ถูกผู้ร้ายกีดกันและเขาผู้นั้นคือคู่แข่งนามว่านายก่องแก้ว นายก่องแก้วเองเป็นลูกคนมีฐานะและก็มีใจรักนางสาวสุวรรณเช่นกัน เขาจึงกันท่ากล้าหาญทุกครั้งเท่าที่เขาจะทำได้

ฝ่ายนางสาวสุวรรณก็ถูกกรอกหูอยู่ตลอดเวลาว่ากล้าหาญยากจนแต่ก็หลงรักเข้าไปจนหมดหัวใจแล้ว นายก่องแก้วก็ยังมาตามราวีอยู่ตลอดและดุแคลนเรื่อยมา ทำให้พ่อเย็นกับแม่มะลิจำต้องเปิดเผยความจริงว่าที่จริงแล้วนายกล้าหาญเป็นคนมีตระกูลทางภาคเหนือ พ่อแม่ของนายกล้าหาญพามาเที่ยวบางกอกแต่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตที่บางกอก พ่อเย็นกับแม่มะลิจึงได้เลี้ยงดูเด็กชายกล้าหาญจนเติบใหญ่

นายก่องแก้วรู้เรื่องราวเกรงจะเสียเปรียบจึงได้วางแผนฆ่าโดยหลอกนายกล้าหาญกับพ่อเย็นไปทำงานที่เชียงใหม่ แต่ดันพลาดฆาตกรดันไปฆ่าผิดตัว นายกล้าหาญโดนซัดทอดว่าเป็นคนที่ฆ่าเหยื่อคนนั้นตายจึงถูกจับไปดวย นางสาวสุวรรณเมื่อทราบข่าวจากพ่อเย็นจึงรีบบินไปเชียงใหม่พร้อมกับหลักฐานที่แสดงว่านายกล้าหาญเป็นคนมีชาติตระกูล คหบดีที่เชียงใหม่พอเห็นหลักฐานที่เป็นเสมาทองคำก็รู้ทันทีว่านายกล้าหาญเป็นหลานชายของตัวเอง ทำให้นายกล้าหาญพ้นผิด ขณะเดียวกันตัวฆาตกรก็ยอมรับสารภาพทำให้ผู้จ้างวานถูกจับกุม พ่อของนางเอกตามขึ้นมาที่เชียงใหม่ พอรู้ว่านายกล้าหาญเป็นคนมีชาติตระกูลจึงยอมยกลูกสาวให้ ฝ่ายนายกล้าหาญก็มอบสินสอดทองหมั้นอย่างสมน้ำสมเนื้อ

นักแสดง

  • เสงี่ยม นาวีเสถียร – นางสาวสุวรรณ
  • ขุนรามภรตศาสตร์ (ยม มงคลนัฎ) – นายกล้าหาญ
  • หลวงภรตกรรมโกศล (มงคล สุมนนัฎ) – นายก่องแก้ว
  • ขุนสมานประหาสกิจ (แคล้ว วัชโรบล) – พ่อเย็น
  • นางแจ่ม – แม่มะลิ
  • หลวงยงเยี่ยงครู (จิ๋ว รามนัฏ) – คุณวณิช

Image Gallery

เกร็ด

  • ในปี พ.ศ. 2465 ช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 นายเฮนรี่ แอ แมคแร ผู้สร้างในสังกัดบริษัทยูนิเวอร์แซล แรกเริ่มไม่ได้มีแผนจะถ่ายทำภาพยนตร์ แต่ได้ยินข้อมูลว่าสยามเป็นเมืองป่าเถื่อน ยังไม่มีไฟฟ้าใช้มีแต่ป่าดงพรไพรจึงถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี พอไม่ได้เป็นอย่างที่คิด กลับเป็นประเทศที่เจริญพอสมควร มีโรงภาพยนตร์ชุกชุมและมีศิลปวัฒนธรรมที่งดงาม นายแมคแรเลยคิดจะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องยาวและขอพระบรมราชานุญาตเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์
  • ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความช่วยเหลือจากกรมมหรสพหลวงและกรมรถไฟหลวง โดยใช้นักแสดงไทยทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเมืองไทย
  • ภาพยนตร์เริ่มถ่ายทำเมื่อต้นเดือนมีนาคมและสร้างเสร็จเมื่อเดือนมิถุนายน ในปี พ.ศ. 2465 รวมใช้เวลาถ่ายทำ 3 เดือน ถ่ายทำเป็นภาพยนตร์เงียบขนาดแปดหลอด (eight-reel) หรือขนาด 35 มม.ขาว-ดำ มีความยาว 8 ม้วน ช่างภาพโดย ดาล คลอว์ซัน (Dal Clawson) และผู้ช่วยผู้กำกับโดย รอเบิร์ต เคอร์ (Robert Kerr)
  • นายแมคเรตั้งชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ตอนถ่ายทำว่า "The Gold of Siam" แต่ตอนฉายในอเมริกาได้เปลี่ยนเป็น "Kingdom of Heaven" ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในนาม "Suvarna of Siam" หรือ "นางสาวสุวรรณ"
  • ผู้แสดงสำคัญในภาพยนตร์ได้แก่ นางสาวเสงี่ยม นาวีเสถียร นางรำในกรมมหรสพหลวง แสดงเป็นนางสาวสุวรรณ, ขุมรามภรตศาสตร์ (ยม มงคลนัฎ) ตัวโขนพระรามของกรมศิลปากร แสดงเป็นนายกล้าหาญ ตัวพระเอก และ หลวงภรตกรรรมโกศล (มงคล สุมนนัฎ) สมุหบาญชี แสดงเป็นนายก่องแก้ว ซึ่งเป็นตัวโกง ซึ่งถือได้ว่าทั้งสามได้เล่นเป็นพระเอก นางเอกและผู้ร้าย คนแรกของเมืองไทย
  • กรมรถไฟหลวงอำนวยความสะดวกในการหาสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยถ่ายทำกันที่พระบรมมหาราชวัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดอรุณราชวราราม วัดพระเชตุพน และต่างจังหวัดที่หัวหิน บางปะอิน และเชียงใหม่
  • ในระหว่างถ่ายทำ มีข่าวว่าเฮนรี แมกเรไปถ่ายฉากประหารชีวิตด้วยการตัดคอที่เชียงใหม่ เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปจึงมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจพิจารณาก่อนฉายและให้ตัดฉากประหารชีวิตออก จึงนำไปสู่กลไกการควบคุมการสร้างและตรวจสอบฉากอื่นในภาพยนตร์โดยเฉพาะ
  • ภาพยนตร์ได้ล้างฟิล์ม ตัดต่อ พิมพ์ฟิล์ม ทำคำบรรยายอักษรไทยที่กองภาพยนตร์ของกรมรถไฟหลวง โดยบริษัทยูนิเวอร์แซลมอบลิขสิทธิ์ในประเทศสยามให้เป็นการตอบแทนความร่วมมือ
  • ภาพยนตร์ออกฉายในกรุงสยามเป็นครั้งแรกท่ามกลางความตื่นเต้นของประชาชน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2466 ฉายที่โรงภาพยนตร์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช วันรุ่งขึ้นภาพยนตร์ได้เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์พัฒนาการ, หอภาพยนตร์ฮ่องกง และโรงภาพยนตร์วิกตอเรีย
  • ช่วงที่เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร รอบปฐมทัศน์ บริษัทสยามภาพยนตร์ได้ขออนุญาตจากกรมรถไฟ เพื่อขอเก็บเงินบำรุงสภากาชาดไทย ได้ 1,542.91 บาท และได้รับคำสรรเสริญเยินยอจากผู้ชมว่าเป็นภาพยนตร์ที่สวยงาม สนุกสนาน มากกว่าหนังทุกชาติที่เคยฉายในเมืองไทย
  • หนังสือพิมพ์บางกอกเดลีเมล์ ฉบับวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1923 รายงานข่าวเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "คืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ผู้ชมต่างพากันไปทัศนาภาพยนตร์ "นางสาวสยาม" และช่วยเหลือสภากาชาดไทยโดยบังเอิญไปในคราวเดียวกัน เนื่องด้วยคณะผู้จัดสร้างมีความกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้ในอันที่จะบริจาครายได้ทั้งหมดให้แก่สถาบันอันประเสริฐแห่งนี้ กรมหลวงนครราชสีมาก็เสด็จเข้าชมที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร ซึ่งมีการจัดฉายอย่างดีเลิศ แน่นอนว่าความสนใจอันมหาศาลย่อมพุ่งตรงไปที่ภาพยนตร์ท้องถิ่นเรื่อง "นางสาวสยาม" ซึ่งคุณเฮนรี แม็กเร, คุณรอเบิร์ต เคอร์ และคุณดาล คลอว์ซัน ได้ดำเนินงานสร้างขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ภาพยนตร์นี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษประหนึ่งเป็นสิ่งมโหฬารสิ่งแรกที่ทำกันในประเทศนี้ และภาพยนตร์ดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อขายฉากหลังอันประกอบด้วยภูมิประเทศนานัปการ กล่าวคือ ขายทัศนียภาพของประเทศ โดยเอาเรื่องราวของสุวรรณมานำเสนอผ่านฉากเหล่านี้ทั้งหมด อย่างที่ชอบทำกันในอุปรากร ส่วนเนื้อเรื่องนั้น ก็มีลักษณะเด่นอันจำเป็น ๆ พร้อมสรรพ คือ เรื่องประโลมโลก, ความรัก, ความชัง, ความแค้น, ผู้บริสุทธิ์ที่เคราะห์ร้าย, การกล่าวหาเท็จ, การฆ่าฟัน ฯลฯ ฯลฯ แล้วไปปิดท้ายอย่างเหมาะเจาะและงดงามด้วยฉากที่ผู้พลัดพรากจากกันนานได้กลับสู่เหย้าเดิมแล้วคู่รักก็เดินจูงมือกันไปสู่อนาคตอันสดใส ทั้งหมดนี้เดินทางผ่านฉากอันเป็นชีวิตจริง ตั้งแต่ภาพกรมพระยาดำรงราชานุภาพและพระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตรประทับนั่ง "รับการเฝ้าตามธรรมเนียม" ไปจนถึงฉาก "ช้างหัตถี", ฉากสนามกอล์ฟที่หัวหิน, พิธีแรกนาขวัญ, เพลิงไหม้พระนคร และแห่ล้อมด้วยหมู่พระที่นั่งและวัดวาอาราม กลายเป็นการโฆษณาชั้นเลิศให้การรถไฟสยามและความเจริญอื่น ๆ ของสยามไปโดยบังเอิญ ภาพยนตร์นี้น่าชมเสียจริง นับตั้งแต่เพียงเรื่องจุดยืนทางทัศนียภาพ และสิ่งอื่น ๆ ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องในการผลิต ต้องยกกิตติคุณและความชอบให้สำหรับงานแสนดีนี้ เยี่ยมจริง คืนนี้ จะฉายภาพยนตร์เรื่องนี้อีกที่โรงภาพยนตร์พัฒนาการและโรงภาพยนตร์ฮ่องกง และแน่นอนว่า เราขอแนะนำให้ท่านทั้งหลายที่ยังไม่ได้ไปดู จงไปดูกันเสีย"
  • ภาพยนตร์ได้เข้าฉายในสหรัฐอเมริกาด้วย ใช้ชื่อว่า "Kingdom of Heaven" ซึ่งก็ได้รับความสำเร็จอย่างสูงในอเมริกา มีข่าวว่าเก็บค่าดูชั้นต่ำถึง 5 เหรียญ
  • หลังจากเข้าฉายในประเทศไทยได้เพียง 3 วัน ฟิล์มต้นฉบับก็สูญหาย นับเป็นโชคร้ายที่ปัจจุบันไม่เหลือสิ่งใดเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้อีกเลย นอกจากวัสดุประชาสัมพันธ์และของชำร่วยเล็กๆน้อยๆ ซึ่งรักษาไว้ที่หอภาพยนตร์
  • รอเบิร์ต เคอร์ ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เขากลับมาที่ประเทศสยามใน พ.ศ. 2471 เพื่อกำกับภาพยนตร์ของเขาเอง ชื่อ "เดอะไวต์โรส" ("The White Rose") และออกฉายในกรุงเทพฯ ราวเดือนกันยายนในปีนั้น